เอ๋ จิตรเมืองนนท์ : นิยามและพลังรักของ “แม่” ผู้ดูแลค่ายมวยไทยแถวหน้าของประเทศ

bclub99.com : “เราเป็นผู้หญิงที่ไม่สามารถแสดงความอ่อนแอได้เลย บางครั้งเวลานึกถึงเขา (สามี) ก็ต้องแอบไปร้องไห้คนเดียวในห้องน้ำ ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตา เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นเราต้องเข้มแข็ง”  จิตรเมืองนนท์ เป็นค่ายที่แฟนๆ และคนในวงการมวยไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะนี่คือค่ายที่ปลุกปั้นนักชกแม่เหล็กค่าตัวเรือนแสน เรือนล้าน หลายต่อหลายราย ส่งชกทั้งภายในและต่างประเทศ   โดยผู้ทำหน้าที่สำคัญในการดูแลทุกอย่างภายในค่ายมวยแห่งนี้ ไม่ใช่ผู้ชายที่มากด้วยอิทธิพล หรือบารมีใดๆ แต่เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง สุนทรี โลหะพืช หรือ “เอ๋ เมืองนนท์” คือ สุภาพสตรีที่เรากล่าวถึง นอกจากบทบาทแม่ ที่ต้องดูแลลูกๆของตัวเอง  เธอยังต้องรับบทหนักในฐานะผู้จัดการค่ายมวยไทยขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงมากสุด ติด 1 ใน 3 ของประเทศไทย ควบคู่บทบาท ผู้ช่วยโปรโมเตอร์ ที่ต้องเลือกและประกบคู่มวยแต่ละครั้ง ด้วยตัวเธอเอง  เราไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า ผู้หญิงสามารถแกร่งได้แค่ไหน เมื่อต้องอยู่ในวงการกีฬา ที่เต็มไปด้วยลูกผู้ชาย, การเดิมพันที่สูงส่ง และแรงกดดันมากมายมหาศาลจากรอบทิศทาง  แต่การพูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่นักมวยทุกคนในค่ายเรียกเธอว่า “แม่” ยิ่งทำให้เราเข้าใจได้ว่า พลังรักจากผู้ถูกเรียกว่า “แม่” ยิ่งใหญ่มากแค่ไหน ต่อลูกผู้ชายอกสามชกที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักมวยไทย “พี่อ้วน (สุระเนตร ด่านประภา – สามี) เป็นคนที่ชอบมวยมาก ตั้งแต่อยู่กินกับเขามา เราก็ตามเขาไปดูมวยด้วยทุกที่ อีกอย่างเอ๋เป็นผู้หญิงลุยๆอยู่แล้ว จากตอนแรกเราเป็นผู้หญิงที่ดูมวยไทยไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ ก็เริ่มซับซับและเข้าใจมวยไทยลึกซึ้งขึ้น”

“จนวันหนึ่ง พี่สมจิตร (แว่นแก้ว) ที่เป็นเพื่อนรักตั้งแต่สมัยวัยรุ่นของพี่อ้วน อยากเปิดค่ายมวยเป็นของตัวเอง โดยที่ต้องการให้ พี่อ้วน เข้ามาดูแลทุกอย่างภายในค่าย เพราะแกทำธุรกิจหลายอย่างไม่มีเวลามาดูแลค่าย แต่จะออกทุนให้ ค่ายจิตรเมืองนนท์ จึงเกิดขึ้นมาจากตรงนั้น” เอ๋ เมืองนนท์ ย้อนความหลังถึงจุดเริ่มต้นในการได้เข้าสู่วงการมวยไทยของเธอ  เธอเป็นชาวจังหวัดนนทบุรี โดยกำเนิด ในช่วงวัยสาว เธอพบรักและแต่งงานกับ “อ้วน เมืองนนท์” เซียนมวยชื่อดัง ที่ต่อมาได้ผันตัวมาเป็นผู้ร่วมตั้งค่ายมวยไทย “จิตรเมืองนนท์” ร่วมกับ สมจิตร แว่นแก้ว นายทุนและหัวหน้าค่าย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ภายในระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี “อ้วน เมืองนนท์” ทำให้ชื่อของค่าย จิตรเมืองนนท์ เป็นที่รู้จักในวงการมวย ด้วยแนวทางที่ไม่เหมือนใคร โดยมี เอ๋ สุนทรี เป็นคนที่อยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะสามีของเธอ จะตัดสินใจทำอะไร หรือเดินทางไปไหน  “พี่สมจิตรกับพี่อ้วน มีแนวทางในการทำค่ายมวยที่ตรงกัน คือ เน้นสร้างนักมวยมาตั้งแต่อายุยังน้อย เราไม่เน้นซื้อมวยแพงๆ เพราะเราต้องการหัวใจเด็ก ช่วงแรกที่ทำค่ายเราสองคนสามีภรรยาเหนื่อยสุดๆ มันเป็นงานที่ต้องใช้เวลาเยอะมาก พูดตรงๆ ถ้าไม่แกร่งจริง ทุนไม่หนาจริง คงจบไปนานแล้ว แต่โชคดีที่พี่จิตร เขาโอเคหมด ไม่ว่าเพื่อนเขา (อ้วน เมืองนนท์)  จะตัดสินใจอะไร” “พี่อ้วนจะพาเอ๋ ขับรถออกต่างจังหวัดไกลๆ ไปตระเวนดูนักมวยเด็กที่เราต้องการ ไปขอเขามาเลี้ยงตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนใหญ่นักมวยที่เอามาอยู่กับเรา เราเลี้ยงตั้งแต่พวกเขา ยังน้ำหนักไม่ถึง 30 กิโลกรัมด้วยซ้ำ” “เราดูมวยต่างจังหวัด ตั้งแต่คู่แรกยันคู่เอก บางครั้งต้องไปนั่งตามท้องนา โดนยุงกัดเต็มตัว แขน ขา ลายไปหมด เพราะเอ๋แพ้ยุง แต่เราก็ไป เพราะถือว่าเป็นการไปหานักมวยมาเลี้ยงไปในตัว นักมวยดังหลายคนอย่าง กุมารทอง, กุมารเงิน, เขี้ยวพยัคฆ์, พันธุ์พยัคฆ์ ฯลฯ หรือ เงินมวยเงินล้านอย่าง รถถัง พวกนี้มาอยู่กับเราตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยหมด”

อ่านเพิ่มเติม

จากคนที่ดูมวยไม่ค่อยเป็น… วันหนึ่ง เอ๋ เมืองนนท์ ต้องมาทำงานเต็มตัวกับมวย โดยหน้าที่ของเธอ คือ ดูความเรียบร้อยต่างๆ รวมถึงจัดการเรื่องค่าใช้จ่าย ภายในค่าย ควบคู่กับเป็นเพื่อนคู่คิดสามี ในการตัดสินใจเรื่องการเลือกนักมวย เข้าสังกัด ที่ไม่ได้วัดเรื่องความเก่งหรือไม่เก่ง แต่เลือกจากสัญชาตญาณของนักมวยยามอยู่บนสังเวียน “เอ๋ เน้นหัวใจอย่างเดียว ฝีมือไม่สำคัญ เพราะเราสร้างได้ เวลาเราไปดูมวย เราไม่ได้ไปดูมวยชนะนะ บางคนที่เราเอามา เขาสู้ไม่ได้เลย แต่ถึงโดนต่อยขนาดนั้น ก็ไม่ยอมทิ้งตัว แสดงว่าเด็กคนนี้หัวใจมันได้ สังเกตได้เลยว่า นักมวยเราจะเป็นเด็กที่ใจสู้ทุกคน” “สิ่งที่เราแตกต่างกับค่ายอื่นชัดเจนเลยในยุคนั้น คือ เราไม่หักค่าตัวเด็กเข้าค่าย ก่อนหน้านี้ ในวงการมวย ส่วนใหญ่ นักมวยจะถูกหักค่าตัวประมาณครึ่งหนึ่งเข้าค่าย แต่เราไม่ทำแบบนั้น การกินอยู่ การฝึกซ้อม ทุกอย่างจึงเป็นค่าใช้จ่ายของเราทั้งหมด” “เราไม่ได้เลี้ยงเขา แบบลูกจ้าง-เจ้านาย แต่เราเลี้ยงนักมวยทุกคนเหมือนเป็นลูกของเรา นักมวยทุกคนที่ขึ้นไปชก ไม่ว่าจะแพ้ลงมาแบบไหน เราจะไม่ด่า ไม่ตบตีเขา บางครั้งนักมวยแพ้ แต่ชกได้สมศักดิ์ศรี เอ๋ให้ทิปเขาด้วย เพราะเอ๋คิดว่าเขาเป็นลูก ก็เหมือนพ่อแม่ให้เงินลูก ซื้อของเล่นให้ลูก เป็นเรื่องปกติ” ทำให้ บรรดาค่ายมวยภูธรตามต่างจังหวัด และพ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างไว้วางใจที่จะส่งนักชก, ลูกหลานเข้ามาอยู่ในการดูแลของค่าย “จิตรเมืองนนท์” ภายใต้การเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดของ อ้วน-เอ๋ เมืองนนท์ คู่สามีภรรยาที่นักมวยทุกคนในค่าย เรียกแทนเขาทั้งคู่ว่า “พ่อและแม่” 

อ่านเพิ่มเติม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *